ส่อง 3 สัญญาณบวก! เศรษฐกิจไทย เอเซีย พลัส ชี้ หนุนหุ้น Domestic Play
ส่อง 3 สัญญาณบวก! เศรษฐกิจไทย เอเซีย พลัส ชี้ หนุนหุ้น Domestic Play เงินลงทุนจ่อหมุนเข้าหุ้น Laggard
บล.เอเซีย พลัส ประเมินทิศทางตลาดทุนประจำสัปดาห์ มองบรรยากาศการลงทุนโลกเริ่มผ่อนคลายความกังวล หลังการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือ BOJ ไม่ได้ส่งสัญญาณใช้นโยบายการเงินเข้มงวดเกินคาด ประกอบกับราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลงต่อเนื่อง ช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อระยะสั้น
ขณะที่ตลาดหุ้นไทยมีแรงหนุนจาก 3 สัญญาณบวกทางเศรษฐกิจในประเทศ ได้แก่ Fitch Ratings ปรับแนวโน้มความน่าเชื่อถือของไทยเป็น Stable การเตรียมมาตรการกระตุ้นการบริโภค “ไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2” วงเงิน 5 หมื่นล้านบาท
และตัวเลขส่งออกเดือนสิงหาคมที่ตลาดคาดว่าจะขยายตัวแรงถึง 24.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ปัจจัยดังกล่าวทำให้เกิด Sector Rotation หรือการหมุนเวียนของเม็ดเงินลงทุน จากหุ้นที่อิงเศรษฐกิจโลก หรือ Global Play เข้าสู่หุ้นที่อิงเศรษฐกิจในประเทศ หรือ Domestic Play ซึ่งราคายังปรับตัวขึ้นช้ากว่าตลาด หรือกลุ่ม Domestic Laggard
ตลาดโลกเริ่มคลายกังวล หลัง BOJ ไม่ส่งสัญญาณคุมเข้มเกินคาด
บรรยากาศการลงทุนในตลาดการเงินโลกเริ่มต้นสัปดาห์ในเชิงบวก โดยดัชนี S&P 500 Futures ปรับตัวขึ้น 0.2% ขณะที่ตลาดหุ้นเอเชีย โดยเกาหลีใต้ปรับตัวขึ้น 1.4%
หนึ่งในปัจจัยสำคัญมาจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยโลก หลัง BOJ มีมติไม่เป็นเอกฉันท์ 7 ต่อ 2 เสียง ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 25 basis points สู่ระดับ 1.25% ตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้
อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์ของ BOJ ไม่ได้ส่งสัญญาณว่าจะใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดก้าวร้าวในอนาคต ช่วยลดความวิตกของนักลงทุนเกี่ยวกับความเสี่ยงจากการคลายสถานะ Yen Carry Trade
ส่งผลให้เงินเยนอ่อนค่าลงสู่ระดับ 156.95 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ และดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐทะลุระดับ 100 จุด
อีกหนึ่งปัจจัยบวกคือราคาน้ำมันดิบโลกที่ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 ช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับแรงกดดันเงินเฟ้อและต้นทุนการผลิตในระยะสั้น
ด้านการเมืองและเทคโนโลยี ตลาดจับตาการประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ในวันที่ 24 กันยายน ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.
ประเด็นที่คาดว่าจะมีการเจรจา ได้แก่ อัตราภาษี การควบคุมเทคโนโลยี AI ชิปประมวลผลขั้นสูง และแร่หายาก หรือ Rare Earths โดยการเจรจาระดับเจ้าหน้าที่ก่อนหน้านี้ประสบความสำเร็จอย่างมาก ซึ่งเป็น Sentiment เชิงบวกต่อหุ้นที่มีสัดส่วนรายได้จากจีน เช่น DR: NVDA80 และ DR: AMAT01
ขณะเดียวกัน หลังตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดทำการ ดัชนี S&P 500 และ S&P 100 เตรียมนำหุ้น SanDisk และ Bloom Energy เข้าคำนวณในดัชนีอย่างเป็นทางการ
ทั้งสองบริษัทกำลังเผชิญภาวะคอขวดด้านอุปทาน หรือ Supply Bottleneck จากความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างมากของผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ หรือ Hyperscalers โดยเอเซีย พลัสแนะนำเก็งกำไรระยะสั้นผ่าน **DR: SNDK80 และ DR: BE03**
เปิด 3 ปัจจัยบวกเศรษฐกิจไทย
สำหรับเศรษฐกิจไทย เอเซีย พลัสมองว่ากำลังได้รับแรงขับเคลื่อนจาก 3 ปัจจัยสำคัญ ซึ่งมีบทบาทในการส่งผ่านเม็ดเงินและสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดหุ้นไทยในระยะถัดไป
1. Fitch ปรับแนวโน้มเครดิตไทยเป็น Stable
Fitch Ratings ประกาศปรับเพิ่มแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย จาก Negative เป็น Stable หรือมีเสถียรภาพ โดยยังคงอันดับความน่าเชื่อถือที่ BBB+
การปรับแนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกอย่าง Moody's และ S&P และช่วยรักษาเสถียรภาพของต้นทุนการระดมทุนทั้งในตลาดพันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้ภาคเอกชน
นอกจากนี้ ยังเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยหนุนโอกาสให้กระแสเงินทุนต่างชาติ หรือ Fund Flow สลับไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยในระยะยาว
2. ลุ้น “ไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2” วงเงิน 5 หมื่นล้านบาท
หลังโครงการเฟสแรกสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจสะสมสูงถึง 1.61 แสนล้านบาท มีประชาชนได้รับสิทธิ์กว่า 26 ล้านคน และร้านค้าเข้าร่วมกว่า 1.2 ล้านราย
รัฐบาลจึงเตรียมเสนอ ครม. เพื่ออนุมัติโครงการ **“ไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2”** โดยเป็นการแจกเงินกระตุ้นการใช้จ่าย 1,000 บาท เป็นระยะเวลา 2 เดือน ใช้วงเงินงบประมาณเดิมราว 50,000 ล้านบาท
มาตรการดังกล่าวสร้าง Sentiment เชิงบวกโดยตรงต่อหุ้นกลุ่มค้าปลีก สินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องดื่ม และร้านอาหาร
3. ส่งออกเดือน ส.ค. คาดโตแรง 24.8%
ตลาดคาดการณ์ตัวเลขส่งออกไทยเดือนสิงหาคม 2569 จะขยายตัวเร่งขึ้นสู่ระดับ **24.8% YoY** จากระดับ 21.6% YoY ในเดือนกุมภาพันธ์
การขยายตัวดังกล่าวสอดคล้องกับประเทศผู้นำด้านการส่งออกในเอเชีย เช่น ไต้หวัน และเกาหลีใต้
เอเซีย พลัสมองว่าการฟื้นตัวของภาคส่งออกจะช่วยหนุนประมาณการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย หรือ GDP อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากภาคส่งออกมีสัดส่วนสูงถึง 60%-70% ของ GDP ประเทศ
เงินลงทุนเริ่มหมุนจาก Global Play เข้าหา Domestic Play
แม้กระแสเงินทุนต่างชาติในตลาดหุ้นไทยจะเริ่มมีสัญญาณชะลอตัว แต่ภาพที่เห็นชัดในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา คือการเกิด Sector Rotation
นักลงทุนสลับขายทำกำไรหุ้นที่อิงเศรษฐกิจโลก หรือ Global Play ซึ่งมีความผันผวนตามตลาดต่างประเทศ เช่น กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (ETRON) พลังงาน (ENERG) และปิโตรเคมี (PETRO)
จากนั้นเม็ดเงินเริ่มหมุนเข้าสู่หุ้นที่อิงเศรษฐกิจในประเทศ หรือ Domestic Play มากขึ้น
เอเซีย พลัสจึงแนะนำกลยุทธ์ลงทุนเน้นหุ้นกลุ่ม Domestic Play ที่แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 4/2569 จะออกมาโดดเด่น ขณะที่ราคาหุ้นยังอยู่ในโซน Laggard เมื่อเทียบกับตลาด
เปิดโผ 5 หุ้นเด่นรับปัจจัยบวก
SNDK80 - ได้รับเลือกเข้าคำนวณในดัชนี S&P 100 อย่างเป็นทางการคืนนี้ พร้อมรับประโยชน์จากความต้องการชิปความจำ Flash Memory และ Storage สำหรับ Data Center ที่เพิ่มขึ้นตามผู้ให้บริการ Hyperscalers
BE03 - ได้รับเลือกเข้าคำนวณในดัชนี S&P 500 คืนนี้ และได้ประโยชน์เชิงโครงสร้างระยะยาวจากวิกฤตคอขวดด้านพลังงานไฟฟ้าของ Data Center ในสหรัฐฯ
CBG รับผลประโยชน์โดยตรงจากมาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2” ซึ่งช่วยหนุนยอดขายเครื่องดื่มบำรุงกำลังฟื้นตัวแรง ประกอบกับแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 3 และ 4 เข้าสู่ช่วงไฮซีซั่น
BJC รับ Sentiment เชิงบวกจากมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายภาครัฐผ่านห้างบิ๊กซี โดยราคาหุ้นสัปดาห์ที่ผ่านมาเพิ่มขึ้น 9.09% สะท้อนแรงซื้อที่สลับเข้าสู่กลุ่ม Domestic Laggard อย่างชัดเจน
BDMS หุ้นในกลุ่มการแพทย์ที่ราคายังคง Laggard ตลาด แต่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง โดยคาดว่ากำไรปกติไตรมาส 4 จะเติบโตโดดเด่น ตามการฟื้นตัวของคนไข้ชาวต่างชาติและโรคตามฤดูกาล
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB